ระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ปี 60 เปลี่ยนจากระเบียบเดิมปี 52 ตรงไหนบ้าง

ระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ  ปี  60  มีชื่อเต็มๆ  ว่า  ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (ฉบับที่  2)  พ.ศ.  2560

ระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ปี 60

มีวงเล็บว่าเป็นฉบับที่  2  แล้วฉบับที่  1  ล่ะ  ก็ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  พ.ศ.  2552  หรือที่เราเรียกสั้นๆ  ว่า  ระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปี  52  นั่นไงล่ะครับ

ระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ  ปี  60  ต่างจากปี  52  ยังไง

ระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ปี 59

ในระเบียบฉบับที่  2  ปี  60  ให้ยกเลิกข้อ  7  ของปี  52  ข้อ  7  ของปี  52  บอกว่า

“ข้อ  (7)  ภายในเดือนพฤศจิกายนของทุกปีให้ผู้ที่จะมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปในปีงบประมาณถัดไป  ลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีภูมิลำเนา  ณ  สำนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  หรือสถานที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด  โดยมีหลักฐานดังนี้

(1) บัตรประจำตัวประชาชน  หรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่ายพร้อมสำเนา

(2) ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา

(3) สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนา  สำหรับกรณีที่ผู้ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคาร

ในกรณีที่มีความจำเป็น  ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถมาลงทะเบียนด้วยตนเองได้ตามวรรคหนึ่ง  อาจมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทนก็ได้

ระเบียบปี  60  เปลี่ยนเป็น

ระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ปี 60

“ให้ผู้สูงอายุที่จะมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปในปีงบประมาณถัดไป  ลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีภูมิลำเนา  ณ  สำนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  หรือสถานที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด  ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน  ของทุกปี  โดยมีหลักฐานดังต่อไปนี้

(1) บัตรประจำตัวประชาชน  หรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่าย  พร้อมสำเนา

(2) ทะเบียนบ้าน  พร้อมสำเนา

(3) สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร  พร้อมสำเนา  สำหรับกรณีที่ผู้ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ  ประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคาร

ในกรณีที่มีความจำเป็น  ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถมาลงทะเบียนด้วยตนเองได้ตามวรรคหนึ่ง  อาจมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทนก็ได้”

เห็นข้อแตกต่างมั้ยครับ  ข้อแตกต่างของเรื่องลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของระเบียบปี  52  และระเบียบปี  60  ข้อแรกคือ  เรื่องระยะเวลาครับ  จากเดิมที่ให้มาลงทะเบียนในเดือนพฤศจิกายน  เปลี่ยนเป็นมาลงทะเบียนในเดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน

ข้อสองคือ  การนับอายุเพื่อรับลงทะเบียน  ซึ่งมันจะย้อนกลับไปสัมพันธ์กับข้อแรก  ไปดูหนังสือกระทรวงมหาดไทย  ด่วนที่สุด  ที่  มท  0810.6/ว 0541  ลงวันที่  30  มกราคม  2561  เรื่อง  กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการรับลงทะเบียนผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560  นะครับ

หนังสือนี้บอกแนวทางไว้ว่า  ผู้สูงอายุที่มีอายุครบ  60  ปีบริบูรณ์  นับถึงวันที่  1  ตุลาคม  2562  ตามหนังสือก็คือกลุ่มที่เกิดระหว่างวันที่  2  ตุลาคม  2501  จนถึงวันที่  1  ตุลาคม  2502  และผู้ที่อายุครบแล้วแต่ยังไม่เคยลงทะเบียนแล้วก็เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบ  คือไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ  6  ให้มาลงทะเบียนช่วงนี้แหละ

ข้อแตกต่างที่สามคือ  การรับเงิน  กลุ่มนี้จะรับเงินในปีงบประมาณ  2562  นี้  แต่เป็นการรับเงินในเดือนถัดไปจากที่ตัวเองมีอายุครบ  60  ปีบริบูรณ์  รายละเอียดเรื่องพวกนี้เราจะมาคุยกันในโพสต่อไป  เนาะ

สรุประเบียบปี  60  การลงทะเบียน  ให้ผู้สูงอายุที่จะมีอายุครบ  60  ปีบริบูรณ์ในปีงบถัดไป  มาลงทะเบียนที่  อปท.ได้ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน

อ่านรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติตามระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ  ฉบับที่  2  ได้ที่นี่

การย้ายภูมิลำเนา

ระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

มาดูข้อต่อไปที่มีการเปลี่ยนแปลงกัน  ซึ่งก็คือข้อ  8  ข้อนี้ว่าด้วยการย้ายภูมิลำเนา  ซึ่งระเบียบปี  52  บอกไว้อย่างนี้ครับ

“ข้อ  (8)  ในกรณีผู้สูงอายุที่มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่ง  ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น  ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เคยจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดิม  ยังคงจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจนกว่าจะสิ้นสุดปีงบประมาณนั้น  หากมีความประสงค์จะรับเบี้ยยังชีพกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่  ต้องไปลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่  ก่อนสิ้นปีงบประมาณ”

ระเบียบของปี  60  เปลี่ยนข้อความเป็น

ระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ปี 60

“ข้อ  (8)  ผู้สูงอายุผู้ใด  ที่มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่  ต่อมา  ผู้สูงอายุนั้นได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น  ให้ผู้สูงอายุนั้น  ไปลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่  นับตั้งแต่วันที่ย้าย  แต่ไม่เกินเดือนพฤศจิกายนของปีนั้นๆ

ทั้งนี้  ให้ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ในปีงบประมาณถัดไป  โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่แจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิมที่จ่ายเงินเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุผู้นั้นทราบ  เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

ทั้งนี้  ในระหว่างปีงบประมาณ  ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิมที่จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอยู่  ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น  ยังคงจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อไป  จนกว่าจะสิ้นปีงบประมาณ”

สรุประเบียบปี  60  เมื่อมีการย้ายภูมิลำเนา  ผู้สูงอายุจะต้องไปลงทะเบียนที่  อปท.ปลายทางอย่าให้เกินเดือนพฤศจิกายนของปีที่ย้ายนั้น  และ  อปท.ปลายทางจะต้องแจ้งให้  อปท.ต้นทางทราบว่าผู้สูงอายุย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วนะท่านอย่าจ่ายนะตัดออกจากระบบสารสนเทศนะ  อะไรแบบนี้  หลักๆ  จะคล้ายๆ  กับของเดิมปี  52  (จากที่ชมรมพัฒนาชุมชนฯ ได้ไปพูดคุยที่กรมส่งเสริม  แต่รอหนังสืออย่างเป็นทางการอีกที)

อ่านรายละเอียด  ระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ  ปี  52  กรณีผู้สูงอายุย้ายที่อยู่

ระเบียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ปี 59

ข้อต่อไปที่มีการเปลี่ยนแปลงคือ  ข้อ  9  วรรคหนึ่งครับ  ระเบียบปี  52  บอกไว้ว่า

“ข้อ  9  ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี  ให้จังหวัดแจ้งรายชื่อผู้สูงอายุที่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด  ไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการขอตั้งงบประมาณในปีงบประมาณถัดไป”

ระเบียบปี  60  เปลี่ยนเป็น

“ข้อ  9  ภายในเดือนธันวาคมของทุกปี  ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง  บันทึกรายชื่อผู้สูงอายุที่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ  ในระบบสารสนเทศตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด  พร้อมทั้งรายงานจังหวัด  เพื่อส่งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นใช้เป็นข้อมูลในการขอตั้งงบประมาณและจัดสรรงบประมาณ”

สรุประเบียบปี  60  ที่เปลี่ยนแปลงหลักๆ  คือ  จากเดิมลงทะเบียนในเดือนพฤศจิกายน  เปลี่ยนเป็น  ลงทะเบียนได้ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน  และในเดือนธันวาคมให้บันทึกข้อมูลในระบบ  ส่วนเรื่องการย้ายต้องมีการประสานงานกันระหว่างต้นทางกับปลายทางเพื่อป้องกันการรับเงินซ้ำซ้อน

ที่จริงเรื่องการย้ายเราต้องมีการประสานกันตั้งแต่ระเบียบเดิมแล้วล่ะครับ  ที่ไม่รู้ว่าย้ายก็มี (เช่นย้ายปลายทาง) อันนี้พอเข้าใจ  แต่ที่รู้ว่าย้ายแล้วไม่จำหน่ายในระบบเนี่ยสิ  มีนะครับบางท่านไม่ยอมทำ  ไม่ยอมแจ้ง  สงสัยกลัวว่าจะได้เงินไม่ครบ  อิอิ  แล้วพบกันใหม่ครับ

Neng Phorchor

Neng Phorchor

นักพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รองประธาน ชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (แห่งประเทศไทย)
ลูกของแม่ และเพื่อนของท่าน
Neng Phorchor

ใส่ความเห็น